“แพรวา”ขอแม่คนตายลดค่าชดใช้ 20%-ดาราอาวุโสถูกกรีดใจนึกถึงวันหลานตาย 

  •  
  •  
  •  
  •  
  •  

จากกรณีเหตุการณ์ วันที่ 27 ธ.ค. 53 บนทางด่วนดอนเมืองโทลล์เวย์ บริเวณใกล้กับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกิดอุบัติเหตุรถเก๋งพุ่งชนรถตู้ จนกระเด็นไปปะทะขอบทางอย่างแรง ทำให้ร่างผู้โดยสารกระเด็นออกจากรถ มีผู้เสียชีวิต 9 ราย บาดเจ็บ 5 ราย ส่วนมากเป็นนักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ โดยคนขับรถเก๋งคือ “แพรวา” ล่าสุดเกิดกระแสในโลกโซเชียลมีเดีย ติดแฮชแท็ก #แพรวา9ศพ ติดเทรนด์ประเทศอีกครั้ง ท่ามกลางคำถามของสังคมถึงความคืบหน้าของคดี หลังจากผ่านมาเกือบ 9 ปี

 

โดยคำพิพากษาจากศาล คดีทางแพ่ง วันที่ 26 พ.ย. 58 ศาลชั้นต้นให้ส่งชำระเงิน 26 ล้านบาท ดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี กับครอบครัวผู้เสียหาย, วันที่ 18 พ.ย. 60 ศาลอุทธรณ์ ให้ลดหย่อนค่าสินไหม ต้องชำระเงิน 19 ล้านบาท  กับครอบครัวผู้เสียหาย, วันที่ 8 พ.ค. 62 ศาลฎีกาให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทน 26 ล้านบาท

คำพิพากษาศาล

คำพิพากษาศาล

ล่าสุด วันที่ 17 ก.ค. 62 ทีมข่าวอมรินทร์ทีวีเดินทางมาที่ตลาดทรัพย์สิน อ.เมือง จ.ราชบุรี นางถวิล เช้าเที่ยง หรือ หนิง อายุ 71 ปี แม่บุญธรรมของ ดร.ศาสตรา เช้าเที่ยง หรือ ดร.เป็ด ผู้เสียชีวิต เปิดใจว่า ตลอดเวลาเกือบ 9 ปีที่ผ่านมาจนวันนี้ พยายามต่อสู้ขอความเป็นธรรมมาตลอด ยอมรับว่าทุกครั้งที่เดินทางไป กทม. เพื่อไปศาล รู้สึกอึดอัดใจ เหน็ดเหนื่อย แค่เห็นบันไดขึ้นศาลก็แทบจะเป็นลมแล้ว อีกทั้งเสียค่าใช้จ่าย เสียเวลาดำเนินการต่าง ๆ ต่อสู้คดีจนท้อใจ

กระทั่งมีคำพิพากษาสูงสุดออกมาเมื่อวันที่ 8 พ.ค. 62 มีคำสั่งให้มีการเยียวยา ชดเชยค่าเสียหาย ตนจะต้องได้รับการเยียวยาเป็นเงิน 2,500,000 บาท พร้อมดอกเบี้ย จนถึงขณะนี้เวลาผ่านไปกว่า 2 เดือน เรื่องยังเงียบ ไร้การติดต่อ ที่ผ่านมาจำเลยยื่นต่อรองค่าเสียหาย ขอลดลง 20 % แต่ตามคำสั่งศาลไม่ลดตามที่ร้องขอ

ภายหลังจาก ดร.เป็ด เสียชีวิตไป 9 ปี แต่ละวัน ตนจะออกมานั่งร้อยดอกไม้ขายพวงมาลัย หาเงินซื้อข้าวกิน หาเช้ากินค่ำ หลังลูกชายเสียชีวิต ลำบากมาก อายุมากขึ้น สุขภาพร่างกายไม่แข็งแรง หลังจากผ่าตัดแผ่นหลัง บางวันก็ออกมาทำงานไม่ได้ มีอาการปวดหลัง ถ้าหาก ดร.เป็ด ยังมีชีวิตอยู่ ชีวิตตนคงสบายกว่านี้ เพราะลูกชายเป็นเสาหลักครอบครัว ยอมรับว่าทุกวันนี้ ยังไม่ลืมความเจ็บปวดที่สูญเสียลูกชายที่เพิ่งเรียนจบ ดร. แล้วกลับมาดูแลตน ตนยังคิดถึงทุกวัน บางวันเหนื่อยท้อ กลับไปบ้านก็จะร้องไห้ดูรูปภาพลูกชาย จนบางครั้งอดคิดไม่ได้ว่าลูกชายน่าจะให้แม่ตายตามไปด้วย เพราะอยู่แล้วมันเหนื่อย และทรมานจิตใจ นอกจากสูญเสียลูกชายแล้ว ยังไม่ได้รับการเหลียวแลจากคนผิดอีก ถึงตอนนี้ตนไม่ต้องการการขอโทษ เพราะสายเกินไปแล้ว ใจร้ายกับครอบครัวตนมากพอแล้ว สิ่งที่ต้องการคือ อยากให้มีการเยียวยารับผิดชอบ อยากให้คู่กรณีเห็นใจผู้สูญเสียทุกคนบ้าง

ขณะเดียวกันทีมข่าวลงพื้นที่ภูมิลำเนาของนายปรัชญา คันธา อายุ 2 1 ปี ผู้เสียชีวิต ใน ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ โดยนางรัตติยา คันธา อายุ 61 ปี แม่ของผู้เสียชีวิต เปิดใจกับอมรินทรทีวีเป็นที่แรกว่า หลังจากที่มีคำพิพากษาศาลฎีกาออกมา ให้แพรวาและญาติชดใช้ค่าสินไหมทางแพ่งให้กับครอบครัวของผู้เสียชีวิตทั้ง 9 ราย แต่ปรากฏว่าทางครอบครัวยังไม่ได้รับการชดใช้ หรือครอบครัวออกมาขอโทษแต่อย่างใด จึงอยากจะฝากถามครอบครัวของแพรวาว่า มีความรู้สึกอย่างไรบ้าง

นางรัตติยา ระบุว่า ขณะนี้ทางครอบครัวได้มอบหมายให้ทางทนายความ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไปแล้ว

ขณะที่ นายสุนทร ปิตาทานัง อายุ 52 ปี ผู้รอดชีวิตจากอุบัติเหตุ เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์อุบัติเหตุที่เกิดขึ้น มีนางนฤมล ผู้เสียชีวิต เป็นคนขับรถตู้ ซึ่งเป็นภรรยาของตน แม้ว่าวันเวลาจะผ่านไปเกือบ 9 ปีแล้ว แต่ภาพเหตุการณ์นาทีชีวิต และความทรงจำยังไม่เคยหายไป เหมือนเป็นเหตุการณ์ในความทรงจำที่คอยย้อนกลับมาฉายภาพในหัวตนตลอดเวลา บางครั้งตนยังฝันถึงภรรยาที่เสียชีวิตบ่อย เหมือนเขาวนเวียนไม่ไปไหน เพราะครอบครัวและลูก ๆ ยังไม่ไดัรับความเป็นธรรม ยอมรับว่าสภาพจิตใจและร่างกายย่ำแย่ลง เข่าทั้งสองข้างไม่ปกติ ผลกระทบมาจากอุบัติเหตุ เดิน ลุก นั่ง นอน ลำบากมาก มีอาการปวด บางครั้งอ่อนแรง เดินอยู่ก็ล้มลง ไม่มีเงินผ่าตัดรักษา

หลังจากเสียภรรยาไป สุดท้ายต้องเริ่มต้นชีวิตใหม่ ลูกอีก 3 คนก็ต้องกำพร้าแม่ ภาระค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น รับภาระมากขึ้น ทุกวันนี้ตนรอการเยียวยาค่าเสียหาย สำหรับเงินเยียวยาครอบครัวในเฉพาะส่วนของตนและลูกสาว 2 คน เป็นจำนวนเงินทั้งหมด 500,000 บาท ภายหลังมีคำสั่งศาลออกมา กว่า 2 เดือน ก็ยังเงียบเฉย ทั้งที่ตนเป็นผู้เสียหายที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับไม่มีการติดต่อมาแต่อย่างใด ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ และอยากให้เห็นใจคนสูญเสียบ้าง ทั้งนี้ ที่ผ่านมามีการรักษาพยาบาล ทางคู่กรณีเข้ามาเยี่ยมเป็นครั้งแรกและครั้งเดียว นำเงินมาให้ 20,000 บาท แต่ไม่ได้ขอโทษเป็นการส่วนตัว

นางนฤมล นิลวรรณ หรือ ต๋อย ป้าของผู้เสียชีวิต เปิดใจว่า เวลาผ่านมา 9 ปี หลังจากคำสั่งศาลระบุว่าฝ่ายจำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เสียหายทุกคน และคดีถึงที่สุดแล้ว แต่ตนยังคงไม่ได้รับติดต่อใด ๆ ทั้งสิ้นจากแพรวา ทั้งนี้คู่กรณีจะจ่ายเงินชดใช้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับสำนึกของเขา คงบังคับไม่ได้ แต่พูดตามความคิดของตน คิดว่าคนไทยหลายคนคงไม่หวังค่าชดเชยอะไรจากคดีพวกนี้ เพราะการสูญเสียบุคคลที่รักนั้นยากที่จะประเมินเป็นเงินได้

โดยในช่วงเกิดเหตุ ยอมรับว่าทางครอบครัวได้รับการติดต่อจากแพรวา ว่าจะมางานศพน้องนุ่น แต่ทางครอบครัวไม่พร้อมที่จะเจอ จากนั้นก็ได้เจอกันตามศาล แต่ไม่มีโอกาสที่จะได้คุยกัน ผ่านมา 9 ปี วันเวลาช่วยเยียวยาครอบครัว แต่การไปศาลทุกครั้งก็ทำให้นึกถึงเหตุการณ์ เหมือนการเอามีดมาแทงซ้ำแผลเดิม

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 53 น้องนุ่นกำลังเรียนอยู่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชั้นปีที่ 3 มีเป้าหมายในชีวิตจะสอบผู้พิพากษา ตนที่เป็นป้าก็เสียใจ หลานเคยมานอนเล่นทุกปิดเทอม ถ้ากฎหมายจะมอบใบขับขี่ให้ผู้ก่อเหตุอีก ก็แล้วแต่กฎหมาย คดีใด ๆ ในเมืองไทยก็กฎหมายเดียวกัน คงห้ามไม่ได้ ส่วนนามสกุลดังหรือไม่ก็คงไม่มีความหมายทางคดี เพราะตนเชื่อว่าในโลกนี้ยังมีความยุติธรรม แต่ความยุติธรรมจะมาช้าหรือมาเร็ว แล้วจะมาถึงครอบครัวของตนหรือไม่ก็เท่านั้น ตนคิดว่าเรื่องมาถึงขนาดนี้แล้ว ผู้ก่อเหตุคงสำนึกผิด และคำขอโทษจากใจจริงเพียงคำเดียว อาจจะช่วยเยียวยาจิตใจญาติ ๆ ได้บ้าง แต่ตนก็ยังไม่เคยได้ยินคำนั้น

ด้าน พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา อดีต สนช. และอดีตประธานคณะที่ปรึกษา ทบ. เปิดเผยว่า อยากจะฝากสื่อและสังคม โลกโซเชียล ต้องให้ความเป็นธรรมในกรณีเหตุที่เกิดขึ้น เพราะเป็นการกระทำส่วนบุคคล อย่านำราชสกุลของตนไปเหมารวมทั้งหมด ขอให้มองด้วยเหตุด้วยผล เพราะอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยคนเดียว แต่เอานามสกุลไปวิพากษ์ และโยงไปถึงต้นตระกูลถือว่าไม่แฟร์ โดยเฉพาะไปโยงถึง พล.อ.ยศ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ซึ่งเป็นบิดาของตน ที่ประกอบคุณงานความดี เป็นทหารรับใช้มาให้แผ่นดินไทยมากมาย วอนอย่านำไปโยง

“หากใคร ผู้ใด หรือสื่อและโซเชียลมีเดีย ที่กล่าวพาดพิงนามสกุล ราชสกุล ผมในฐานะหนึ่งในราชสกุล ก็จะต้องดำเนินการฟ้องร้องตามกฎหมาย พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และจะดำนเนินการเด็ดขาดทุกกรณี”

นอกจากนี้ สังคมเกิดการเปรียบเทียบคดีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นล่าสุด กรณีนายสมชาย เวโรจน์พิพัฒน์ เจ้าของโรงงานอะไหล่ยนต์ ขับรถเบนซ์พุ่งชนรถยนต์ เป็นเหตุให้ พ.ต.ต.จตุพร งามสุวิชชากุล หรือ รองตี๋ อายุ 48 ปี และนางนุชนาฏ งามสุวิชชากุล อายุ 43 ปี สามีภรรยาเสียชีวิตทั้งคู่ ส่วนลูกสาวคนเล็ก อายุ 12 ปี ที่นั่งมาด้วย อาการบาดเจ็บอาการสาหัส และเจ้าตัวชดใช้ให้ 45 ล้านบาท พร้อมกับบวชอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้เสียชีวิตด้วย ซึ่งเห็นได้เป็นรูปธรรม ต่างจากคดีของแพรวาชน 9 ศพ


  •  
  •  
  •  
  •  
  •  
ทุบโต๊ะข่าว
- 18-07-2019 11:33:48 โพสต์โดย : tvshowgirls 284 คน ดูทีวีย้อนหลัง

ทุบโต๊ะข่าว

ทุบโต๊ะข่าว รายการทุบโต๊ะข่าว ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ Amarin TV

  • รายการทีวีย้อนหลังล่าสุด

  • ละครย้อนหลัง

  • ผลหวย ตรวจหวย

  • ท่องเที่ยว

  • คำค้นยอดฮิต

    ซิทคอมเป็นต่อ ดูตื่นมาคุย ดูตื่นมาคุยตอนแรก ดู นาทีฉุกเฉิน ดู นาทีฉุกเฉินย้อนหลัง ดูบอกเก้าเล่าสิบ ดูย้อนหลังเป็นต่อ ดูศึกวันดวลเพลง ดูเป็นต่อย้อนหลัง ตื่นมาคุย ตื่นมาคุยตอนแรก ตื่นมาคุยย้อนหลัง ตื่นมาคุย ย้อนหลัง ทีวีย้อนหลังช่องเก้า นาทีฉุกเฉิน นาทีฉุกเฉินย้อนหลัง บอก9เล่าสิบ บอก9เล่าสิบ ย้อนหลัง บอกเก้าเล่าสิบ บอกเก้าเล่าสิบ ย้อนหลัง ผู้กองเจ้าเสน่ห์ย้อนหลัง รายการตื่นมาคุย รายการนาทีฉุกเฉิน รายการนาทีฉุกเฉินย้อนหลัง รายการบอก9เล่าสิบ รายการย้อนหลัง รายการศึกวันดวลเพลง รายการเรื่องเด่นเย็นนี้ รายการโหนกระแสทุกตอน รายการโหนกระแสย้อนหลัง ศึกวันดวลเพลง ศึกวันดวลเพลงย้อนหลัง ศึกวันดวลเพลงล่าสุด หนุ่ม กรรชัย หนุ่ม กรรชัย โหนกระแส เจาะข่าวเด่น เป็นต่อ เป็นต่อ ช่อง one เป็นต่อย้อนหลัง เป็นต่อย้อนหลังทุกตอน เรื่องเด่นเย็นนี้ตอนล่าสุด เรื่องเด่นเย็นนี้ย้อนหลัง โหนกระแส โหนกระแสย้อนหลัง โหนกระแสย้อนหลังทุกตอน